ถาม-ตอบปัญหาธรรมะ

หนาบาง

๑๕ เม.ย. ๒๕๖๖

หนาบาง

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

 

ถาม–ตอบ ปัญหาธรรม วันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๖

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ถาม : ข้อ ๒๘๙๕. เรื่อง “ศีล”

กราบเรียนหลวงพ่อ ที่ดินที่บ้านเป็นที่ดิน ภ.บ.ท. ๕ ไม่มีโฉนด สอบถามคคุณพ่อแล้ว ตอนมาสร้างไม่ได้ขออนุญาต อบต.

ตอนที่บอกคุณพ่อและถามเรื่องที่ดิน เรื่องผิดศีล

คุณพ่อบอก ถ้าไปเที่ยวถามคนอื่นจนภาครัฐรู้ โดนยึดที่ จะเป็นลูกอกตัญญู และไล่ให้ไปอยู่วัด

ตอนนี้มีโรคจิตเวช ได้ยินเสียง เห็นภาพ แยกไม่ออกระหว่างป่วยกับนิมิต ไปหาพระอาจารย์ที่วัด ท่านให้ไปพบแพทย์ และหยุดปฏิบัติและทานยา อาการหายไปเกือบหมด ตอนนี้ค่อนข้างปกติ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปค้างที่วัด คุณพ่อเลยรอให้พบแพทย์อีกรอบ แล้วค่อยไปถามหลวงตาที่วัดดู

เรียนถามอาจารย์

ใจของลูกยังไม่พร้อมจะอยู่วัด เพราะสติยังไม่ค่อยดี กลัวไปทำความผิดในวัด การจะรักษาศีล ๕ ให้ครบเพื่อได้พระโสดาบัน แล้วอยู่ที่บ้านเรานั้นไม่แน่ใจว่าถูกกฎหมาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือเปล่า แบบนี้ถือว่าผู้อาศัยผิดศีลไหมเจ้าคะ

บางทีปลูกพืชเก็บรับประทานก็ถือว่าเป็นที่ดินรัฐ และควรต้องย้ายออกจากบ้านเพื่อไปอยู่วัดเพื่อรักษาศีลไหมเจ้าคะ

คุณพ่อวางแผนจะย้ายที่อยู่ ขายที่ปัจจุบันแล้วมาอยู่ใกล้ๆ ลูกอีกคนที่แต่งงานแล้ว มีฐานะ เงินเก็บเกษียณเตรียมไว้เกือบครบแล้ว และเตรียมให้เราด้วย โดยอยู่ได้ทั้งชีวิตไม่ต้องทำงาน ในอีกประมาณ ๕ ปี แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นจริงไหม

ชีวิตปัจจุบันไม่มีอะไรให้ไขว่คว้าแล้วนอกจากพระนิพพาน เวลาอยู่บ้านก็มีดูแลคุณพ่อคุณแม่นิดๆ หน่อยๆ งานบ้านก็มีแม่บ้าน ส่วนกิจการภายในบ้านช่วยได้ไม่มาก ปกติค่อนข้างว่าง ก็จะพยายามปฏิบัติให้ได้ทั้งวันเจ้าค่ะ

ก่อนหน้านี้เคยทำงานบริษัท ถูกให้ช่วยเลี่ยงภาษี ก็เลยลาออกแต่ไม่สำเร็จ ก็ยอมแบบไม่เต็มใจ แต่ไม่กล้าปฏิเสธเพราะกลัว เลยอธิษฐานว่าขอให้ถูกไล่ออกและขอรับแค่เงินเดือนค่าคอมยอดขายขอให้เข้าหลังถูกไล่ออก ประมาณ ๑ เดือนก็ได้ออกจริงๆ กลับมาอยู่บ้าน

คราวนี้มาอยู่ที่บ้าน ศีลจะพร่อง เพราะที่ดินที่บ้านครอบครองอย่างไม่ถูกต้องไหมเจ้าคะ

ไปหาข้อมูลมา ที่ดิน ภ.บ.ท.๕ ก่อสร้างและขอโฉนดได้ ถ้าไม่ใช่ของหลวง และไปขออนุญาตก่อสร้าง แต่ไม่กล้ายุ่งกับคุณพ่อแล้วเจ้าค่ะ

ตอบ : ไม่กล้ายุ่งน่ะดีแล้ว อยู่เฉยๆ อยู่เฉยๆ แล้วรักษาใจของตน อยู่เฉยๆ รักษาใจของตน

ไอ้นี่มันเป็นความสุดโต่ง ถ้ามันเป็นความสุดโต่ง แล้วความสุดโต่ง เขาบอกว่า ตอนนี้เป็นโรคจิตเวช ได้ยินเสียง เห็นภาพ แยกไม่ออกระหว่างป่วยกับนิมิต เจ้าอาวาสให้ไปหาแพทย์และหยุด ทานยา อาการเกือบปกติ แต่ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ไปค้างที่วัด

นี่เราสุดโต่ง สุดโต่งจนแบบว่ากดดันตัวเอง กดตัวเองจนผิดปกติ จนเป็นโรคจิตเวช

เราเกิดมานะ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนานะ พระพุทธศาสนา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งเป็นที่อาศัย แต่ชีวิตเราประจำวันเราต้องมีปัจจัยเครื่องอาศัย เราต้องอยู่กับโลกเขา แล้วถ้าอยู่กับโลกเขา ถ้าเราซื่อตรงจนเกินไป โดนกดดัน สังคมและความรู้สึกนึกคิดกดดันตัวเองจนป่วย

นี่เราซื่อตรงเกินไป ความซื่อตรงของเรา

ความสัตย์มันเป็นสัจจะ เป็นความดีอันหนึ่ง เป็นสัจจะ เป็นความดีอันหนึ่ง แต่โลกน่ะ โลกน่ะ ใบภ.บ.ท.๕ อำเภอสวนผึ้งทั้งอำเภอไม่มีเอกสารที่ดินเลย ที่ว่าการอำเภอ โรงพยาบาล เทศบาล สร้างขึ้นมาในที่ป่าสงวนทั้งสิ้น อำเภอภูเขียว อำเภอภูเขียวทั้งอำเภอเลยนะ

เราจะบอกว่า สิ่งนี้ ถ้าเราบอกว่าจะต้องให้ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไปซื้อแถวสีลมไง สีลมน่ะ แถวสีลม แถวลาดพร้าว ที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย เพราะอะไร เพราะมันอยู่ใกล้เจ้าหน้าที่รัฐ

ที่ในป่าๆ เป็นอย่างนี้ค่อนประเทศ แล้วเป็นอย่างนี้ค่อนประเทศนะ แล้วเขาซื้อขายกัน เขาซื้อขายโดยสังคมที่เขายอมรับกัน แต่เวลามีปัญหาขึ้นมาทางกฎหมายนะ การซื้อขายเป็นโมฆะ เอ็งก็ซื้อขายกันปากต่อปาก แต่รัฐยึดหมดน่ะ รัฐยึดหมดเพราะอะไร เพราะเอ็งไปทำรีสอร์ตไง เอ็งไปทำในป่าสงวนไง

ไอ้ที่ใบ ภ.บ.ท.๕ มันค่อนประเทศ

เวลารัฐบาลนะ จะออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศไทย เป็นนโยบายรอบหนึ่ง เดี๋ยวรัฐบาลใหม่มา จะออกโฉนดประเทศไทย รอบสอง เดี๋ยวพอรัฐบาลใหม่มา จะออกโฉนดประเทศไทย

นี่พูดถึงว่าเป็นข้อเท็จจริงไง ใบ ภ.บ.ท.๕ เป็นใบ ภ.บ.ท.๕ ใบ ภ.บ.ท.๕ เขาบอกว่า ถ้าเป็นภาษาบ้านนอก เขาเรียกว่าภาษียอดหญ้า เขาไปเสียภาษีกับอบต. เสียภาษีกับเจ้าหน้าที่ที่ดิน กรมการปกครอง กรมการปกครองลากสายไฟเข้าไป ทำถนนเข้าไป แต่มันยังเขตป่าสงวนนะ

ที่ถ้ำขาม ที่ถ้ำขามเขาพยายามจะตัดถนน แต่มันผ่านป่า ถ้าเราจะตัดถนน กรมการปกครองจะตัดถนน จะผ่านป่าไม้ มันมีปัญหาไปหมดไง

มีหมู่บ้านหลายหมู่บ้านมากเลย ไม่มีไฟฟ้าใช้ เขาขอปักเสาไฟฟ้า ปักได้หมด แต่ป่าไม้ไม่ยอม มันมีปัญหาแง่กฎหมายทั้งนั้นน่ะ ไอ้นี่พูดถึงข้อเท็จจริง

ฉะนั้นบอกว่า ถ้าที่ของเราเป็นใบ ภ.บ.ท.๕ แล้วมันแบบว่าเราก็ทำกินในที่นั้น แล้วเราไปเก็บผลผลิตมากิน เราผิดศีลหรือไม่

ไม่ เราว่าไม่ผิดศีล ที่ดินของประเทศไทย ที่ดินของชาตินี้ เขาก็ให้ประชาชนชาวไทยทำมาหากิน

เวลาคนเขามีมีอาชีพเก็บของป่า ในป่าสงวน ในอุทยาน เขาก็ไปเก็บของป่ามาขาย เขาก็หากินกับพืชในป่าของเขา ถ้ามันผิดกฎหมาย เวลาเขาปิดป่า ผิดกฎหมายก็ผิดกฎหมาย แต่เขาก็หาอยู่หากินกันอย่างนั้นไง นี่คือบอกว่ามันเป็นปัญหาสังคม

ฉะนั้น ถ้าเราซื่อสัตย์อย่างนี้ เราซื่อตรงอย่างนี้ เห็นไหม เราถึงบอกว่า มันถึงคำถามไง ตอนนี้เป็นโรคจิตเวช แยกไม่ออกระหว่างป่วยกับนิมิต

เพราะเราแยกไม่ได้ เราอยู่กับโลก แล้วโลกมันสมมุติ สมมุติซ้อนๆๆ นั่นก็สมมุติ กฎหมายก็สมมุติอันหนึ่งนะ เวลาออกกฎหมายใหม่ กฎหมายเก่าก็ยกเลิก เงินตราสมมุติทั้งนั้นน่ะ แต่มันจริงตามสมมุติไง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน สมมุติของเขา สมมุติของโลกเขา เราอยู่กับเขา เราบงการไม่ได้ ถ้าเราบงการไม่ได้ใช่ไหม

นี่อารัมภบทมาเยอะแยะเลย

เรื่องศีลไง ศีลเราไม่ให้เป็นศูนย์ ถ้าไม่เป็นศูนย์ เรารักษาของเรา ถ้ารักษาของเรา เห็นไหม

เวลาไปทำงาน เวลาไปทำงาน เขาบอกทำงานอยู่บริษัท ถูกเขาให้ช่วยเลี่ยงภาษี เราก็ไม่อยากทำเลย เราไม่อยากทำ เราไม่เต็มใจทำด้วย

ถ้าเราไม่เต็มใจทำ สังคมเป็นแบบนั้นน่ะ เวลามันอยู่โดยความจำเป็น ความจำยอม ถ้าเรารักษาตัว เรารักษาตัวให้ได้ แต่ถ้าเราไม่เห็นด้วย เราก็ไม่เห็นด้วย ต่อไปเราเป็นเจ้าของบริษัท เราไม่ควรทำอย่างนี้ แล้วเราก็ไม่ใช้ให้ลูกน้องเราทำแบบนี้ แล้วเราทำของเราได้หรือไม่ล่ะ ถ้าเราทำของเราได้

คนประเภทนี้คนสุดโต่ง

ในวงการปฏิบัติ เวลาจิตคึกจิตคะนองมีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์หมายความว่า อย่างเช่นหลวงปู่มั่น อย่างเช่นครูบาอาจารย์ของเรา เวลาจิตสงบแล้วมันจะเห็นอะไรพิเศษแปลกประหลาด เพราะอะไร เพราะเขาเรียกว่าจิตคึกจิตคะนอง

โดยธรรมชาติจิตของคน ส่วนใหญ่แล้วถ้าจิตมันสงบแล้ว ถ้ามันสงบได้มันก็สงบปกติธรรมดา โดยอีกส่วนหนึ่งภาวนาแล้วไม่เคยสงบเลย มันฟุ้งมันซ่าน มันเป็นจริตเป็นนิสัย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ใครสร้างเวรสร้างกรรมอย่างใดมา มันเป็นกรรมของสัตว์ มันเป็นจริตนิสัยกับใจดวงนั้นแน่นอน

ฉะนั้น ของเราจิตคึกจิตคะนองมีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ไอ้ของเรา ไอ้คนสุดโต่ง สุดโต่งก็มีอยู่ ๕ เปอร์เซ็นต์ มันเป็นความวิตกกังวลไปหมดนะ เรากลัวผิดศีลผิดธรรม

ใช่

เวลาหลวงตาท่านให้ศีลๆ ท่านบอกว่า ให้ศีลแล้วมันเหลือศูนย์ มันไม่เอาไปทำ ไม่ต้องการของมัน

ถ้าต้องการทำของเรา ศีลนี้ศีลของเรา แต่สังคมมันเป็นเรื่องของสังคมแล้ว เป็นเรื่องอีกคน ๒ ฝ่าย ๓ ฝ่ายเต็มไปหมดเลย แล้วคนจะมีความคิดเหมือนกัน ทำให้เหมือนกัน มันเป็นไปไม่ได้ เราจะรักษาตัวเราอยู่ในสังคมมันก็ต้องมีสติมีปัญญาอันหนึ่ง แต่เรื่องส่วนตัวของเราไม่ได้ ของเราต้องเข้มงวดกับของเรา

ฉะนั้น ถ้ามันเป็นศีล ๕ ของเราก็เป็นศีล ๕ ของเรา แล้วถ้ามันเป็นของเราโดยสมบูรณ์แบบ คือมันเป็นกิจการของเรา เราทำได้ถูกต้องชอบธรรม

แต่นี่เราเป็นลูกจ้างเขา เจ้าของบริษัทเขาต้องการอย่างนั้นไง ถ้าเราไม่เต็มใจ เราก็ทำตามหน้าที่

เวลาพระสารีบุตร ในสมัยพุทธกาล ลูกศิษย์ลูกหาของพระสารีบุตร วัชชีบุตร วัชชีบุตรเป็นคนเก๊มาก เป็นคนหยิบเงินหยิบทอง ร้อยแปด มีคนไปฟ้องพระพุทธเจ้าไง

พระพุทธเจ้าบอก สารีบุตร นั้นเป็นสัทธิวิหาริกของเธอ เธอต้องไปจัดการ ให้ขับออกจากชุมชนนั้นไป ถ้าไม่ขับออกจากชุมชนนั้นไป เพราะชุมชนนั้นกับสังคมนั้นมันคุ้นเคยกัน เขาจะทำผิดได้โดยความสะดวกไง

พระสารีบุตร อู้ฮู! พวกนี้นักเลงทั้งนั้นเลยนะ

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ไป ไปขับออกไป

แล้วเวลามันก็เลยเป็นนิยามขึ้นมา ว่าถ้าที่ไหน เราไปในสังคมใด สังคมเป็นนักเลง สังคมใดเขาทำผิดร่วมกัน ถ้าเรามีความจำเป็นอยู่ในสังคมนั้น ให้ค้านไว้ในใจ

อย่างเลี่ยงภาษี ทำภาษีผิด เขาทำของเขา เราค้านไว้ในใจว่าไม่เห็นด้วย เราทำไม่ได้

สภาคกรรมไง กรรมร่วม กรรมร่วมมันจะไปเกิดร่วมกัน จะไปมีเวรมีกรรมต่อไปข้างหน้า สิ่งใดที่เราไม่เห็นด้วยแล้วเราทำไม่ได้ มันเป็นภัยนะ เราค้านไว้ในใจเพื่อไม่ให้มีเวรมีกรรมต่อไป

ถ้าใครทำแล้วมีเวรมีกรรมต่อไป มันกรรมของสัตว์ เราก็หลีกเลี่ยงของเราไง เพราะมันไปฝืนเขาไม่ได้ กระแสสังคมที่มันรุนแรง เวลามันรุนแรงของมัน นี่พูดถึงเรื่องศีลนะ

ทีนี้ถ้าเรื่องที่ดิน เรื่องที่ดิน บอกให้พ่อไปคืนเขา พ่อจะไล่ออกจากบ้านเลย

เพราะเขาเป็นกันทั้งอำเภอ เขาเป็นกันอย่างนั้นน่ะ เพราะเจ้าหน้าที่รัฐเขาไม่มีความสามารถจะทำให้มันถูกต้องตามกฎหมายได้โดยงบประมาณของเขา โดยกฎหมายของเขา เขารักษาของเขาไม่ได้ แล้วประชาชนทั่วไป ประชาชนที่เห็นแก่ตัวเขาก็ไปจับไปจอง ไปแผ้วถางแล้วก็ขายต่อๆ

ภาษาเรานะ ไอ้นายทุนที่ไปซื้อนั่นเขาสมรู้ร่วมคิด แต่ไอ้คนที่เขาไม่ได้สมรู้ร่วมคิด เขามาซื้อโดยความบริสุทธิ์ใจของเขา เขาก็ต้องยอมรับความเสี่ยงอย่างนั้น นี่พูดถึงเป็นทางโลกนะ

แล้วของเราผิดไหม ถ้าผิดก็ต้องไม่ไปยุ่งกับเขา ถ้าไม่ยุ่งกับเขามันก็เป็นเรื่องหนึ่งไง

เพราะบอกว่า พ่อไล่ให้ไปอยู่วัด แล้วถ้าจะไปอยู่วัด ตอนนี้ไม่มีอะไรไขว่คว้า ต้องการอย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน ต้องการให้ได้พระนิพพาน

ได้พระนิพพาน ศีลเป็นศีลของเรานะ เรื่องส่วนตัวของเรา แล้วเราอยู่ในสังคมสิ่งใด เราก็พยายามไม่ให้กระทบกระเทือนกับเขา กระทบกระเทือนน้อยที่สุด เพราะอะไร เพราะการกระทบกระเทือนนั้นน่ะมันจะทำให้เราไม่มีโอกาสปฏิบัติเลย

พอกระทบกระเทือน มีเรื่องขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องไปเคลียร์ปัญหานั้นน่ะร้อยแปด กว่าจะเคลียร์ปัญหาเสร็จนะ เคลียร์จนตายไปแล้วนะ ยังไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติเลย

ไอ้เรื่องของสังคม นั่นเป็นกรรมของสัตว์ เราหาที่วิเวกของเรา หาที่สงบของเรา หาที่ปฏิบัติของเรา แล้วพอหาที่ปฏิบัติของเราแล้ว แล้วปฏิบัติให้ได้ด้วยนะ ถ้าปฏิบัติไม่ได้ เดี๋ยวมันก็จะไปทำแบบเขานั่นแหละ

พอจิตมันเสื่อมนะ เราทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำสิ่งใดแล้วไม่ได้ ไอ้พวกนั้นเขาไม่ทำดีเลย เขายังมีทรัพย์สินต่างๆ เอาด้วย ไปเลย

ทีแรกติเตียนเขานะ นู่นก็ไม่ดี นี่ก็ไม่ดี ผิดไปหมดน่ะ แต่พอจิตเรามันเสื่อมนะ ไปกับเขาเลย อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง

ฉะนั้น จิตที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะมันลุ่มๆ ดอนๆ ทั้งนั้นน่ะ เราก็รักษาสิ่งนี้ไว้เพื่อประโยชน์กับเราไง แล้วความปรารถนาของเรา เราก็ปรารถนาของเรา

เราจะคิดว่านะ เราก็เคยเป็นอย่างนี้ เราบวชพระ พอบวชไปแล้วเราคิดว่าพระทุกองค์ต้องเป็นพระที่ดี คิดอย่างนี้จริงๆ ตอนบวชพระทีแรกนะ พอบวช เออ! ได้เข้ามาสังคมที่สะอาดบริสุทธิ์แล้วแหละ พอไปอยู่เข้าถึงได้รู้ แล้วพูดบ่อยมาก

หมาตัวหนึ่ง โดนหมาทั้งฝูงรุมกัด หมาตัวหนึ่งโดนหมาทั้งฝูงรุมกัด เราคือหมาตัวนั้น

เพราะความเข้าใจผิดทีแรกคิดว่ามันจะเป็นความดี แล้วเราก็ทำของเราเต็มที่เลย คิดว่าบวชแล้วจะทำความดีเต็มที่เลย บวชพรรษาแรกถือเนสัชชิกนะ ไม่นอนเลย ถือธุดงค์ทั้งหมดเลย

โอ้โฮ! พอครึ่งพรรษาค่อนพรรษาหันมาดู อ้าว! หมาทั้งฝูงรุมกัดน่ะ ไปถือธุดงค์ต่อหน้าเขาได้อย่างไร ไม่นอนอีกต่างหากนะ ไปถือเนสัชชิก หมาทั้งฝูงรุมกัดเลย มา อ้าว! ต่อเมื่อเกือบออกพรรษาแล้วถึงได้รู้ตัว ตอนนั้นไม่รู้ตัวนะ นึกว่าทำดี มันต้องดีทั้งหมดไง

เราก็เคยมีความคิดแบบนี้ ความคิดว่าพระทุกองค์ต้องดีหมด เพราะพระมีศีล ๒๒๗ พระเป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้า พระทุกองค์ต้องยอดเยี่ยมเหมือนผ้าขาวเลย เราบวชแล้วเป็นผ้าขาวแล้ว ทีนี้ทำได้เต็มที่เลย

มา อ้าว! หมาตัวหนึ่งโดนหมาทั้งฝูงรุมกัด แล้วโดนรุมกัดอยู่อย่างนั้นน่ะ รุมกัดเสร็จแล้วก็พยายามหนี หนี หนีไป

เราก็เคยมีความคิดแบบนี้ ความคิดแบบนี้เขาว่าไร้วุฒิภาวะ ไร้เดียงสา มองโลกแบบไร้เดียงสา แล้วเวลาเราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็บอกว่าเราต้องมีศีล เราต้องบริสุทธิ์สะอาด แต่มันเป็นการไร้เดียงสา

แล้วถ้าฉลาด ฉลาดมันต้องฉลาดในตัวเราเอง ฉลาดในการควบคุมกิเลสในใจของเราเอง ไม่ใช่ฉ้อฉล ไม่ใช่ฉลาดเอาเปรียบคนอื่น ไม่ใช่ฉลาดจะเอาผลประโยชน์

ความฉลาดมันต้องฉลาดจากตัวเอง ฉลาดควบคุมกิเลส ความอยากได้อยากดี ความเห็นผิดของตัวเอง มันต้องฉลาดตรงนี้

มันไม่ใช่ต้องไปฉลาดว่า สังคมจะแวววาว ทุกคนจะเลอเลิศ แล้วเราก็จะเข้าไปอยู่ในสังคมแบบนั้น

มึงหาจนตาย ตายแล้วเกิดใหม่ก็ยังหาไม่ได้

อันนั้นวางไว้

ฉะนั้น สิ่งที่เราคิดเราปรารถนา มันก็เป็นสิ่งที่ปรารถนาของชาวพุทธเราทั้งนั้น ถ้าเราปรารถนาชาวพุทธเราเท่านั้น เราต้องทำให้มันสมดุลและพอดีกับความเป็นจริงไง สมดุลและพอดีกับความเป็นจริง

คนเราทำสมดุลและพอดีกับความเป็นจริงนะ แต่เขามีเวรมีกรรมของเขา เวลากรรมมันให้ผล น่าเศร้านะ คนดีๆ ทั้งนั้นน่ะเวลาเขาโดนทำร้าย

สังคมจะบอก เขาเป็นคนดีนะ เขาเป็นคนดีนะ ทำไมเขาโดนทำอย่างนั้น เขาเป็นคนดีนะ

ทุกคนเศร้ามากนะ เวลาคนดีๆ แล้วโดนรังแก

แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ใช่ ปัจจุบันนี้คนนี้เขาเป็นคนดีมากเลย แต่เวรกรรมที่เขาทำมาใครจะรู้ได้ล่ะ แต่ละภพแต่ละชาติที่ใครได้ทำมาน่ะ

เวลาเขาเกเร เขาทำร้ายคนอื่น เราก็ไม่รู้ไม่เห็น เวลาเขาเป็นคนดีๆ แล้วเราเห็นว่าเขาโดนรังแก เราก็รับไม่ได้นะ เราก็สะเทือนใจนะ แต่ใครจะรู้ถึงกรรมเก่ากรรมใหม่ของใครล่ะ เวลากรรมใหม่กรรมเก่าของใคร อันนั้นเป็นกรรมของสัตว์ไง แต่เราย้อนกลับมาในปัจจุบันนี้

ฉะนั้น สิ่งที่เราบอกว่าจะย้ายบ้านออกจากที่ดินที่นี่ แล้วจะไปประพฤติปฏิบัติที่วัด

ให้สมดุลและพอดีความเป็นจริงไง

แล้วสิ่งที่ทำมา เราไปรังเกียจหมดไงว่าที่ดินนั้นเป็นที่ผิดกฎหมาย พอเราไปทำกินขึ้นมา สิ่งที่ได้มาก็ผิดศีล พอผิดศีลขึ้นมาแล้วเราก็ทุกข์นะ เพราะปัจจัย ๔ ที่เราได้มานี่มันผิดหมดเลย แล้วเราจะใช้ของที่ผิด มันไปกดดันจิตของเรา แล้วพอกดดันไปกดดันมา เราไม่รู้จะอยู่กับสังคมอย่างไร

แต่สังคมเขาอยู่กันอย่างนั้นน่ะ แล้วเรามาเกิดในท่ามกลางสังคมอย่างนี้ เราไปเปลี่ยนแปลงสังคมตรงนั้นได้อย่างไร มันเป็นอดีตมาหมดแล้ว

แล้วมันผิดศีลไหมล่ะ

ถ้าว่าผิดกฎหมายมันก็ผิด

แล้วผิดศีลๆ

เราทำกินโดยความถูกต้องชอบธรรมไง แต่ที่ดินมันเป็นที่ใบ ภ.บ.ท. ใบภ.บ.ท. มันก็มีสิทธิ์แบบใบ ภ.บ.ท.ไง เพราะมันเสียภาษีที่ดินไง เสียภาษีดอกหญ้า เสียภาษีอบต. เพราะไม่ได้เสียภาษีกรมที่ดิน เพราะที่ดินไม่ออกเอกสารอะไรให้

เพราะใบ ภ.บ.ท.มันเป็นใบเสร็จของอบต. แล้วมันเป็นของกรมการปกครอง มันไม่ใช่ของเจ้าของที่ดิน ไอ้นั่นเป็นกฎหมายปกครอง มันก็มีสิทธิ์ในชุมชนยอมรับว่าเรามีสิทธิ์ตรงนี้ มีสิทธิ์แค่นี้ แล้วทำกินของเราขึ้นมา

แต่ถ้ามันไปวิตกกังวลทั้งหมด ชีวิตนี้มันหาที่อยู่ยาก เราจะคิดว่ามันจะสมบูรณ์แบบไปทั้งหมดมันไม่มี

แต่ถ้าใครสมบูรณ์แบบได้ อยู่โดยความถูกต้องชอบธรรมได้ ทุกคนก็ปรารถนาแบบนั้น

แต่ชีวิตเรา เรามาเกิดอย่างนี้ไง เพราะพ่อแม่เรามีที่ดินใน ภ.บ.ท.๕ แล้วเราก็เติบโตมาจากที่นั่น เขาส่งเสียเรียนให้จบจนมีหน้าที่การงานทำ แล้วจะกลับมาบอกว่าให้พ่อคืนที่ให้เจ้าหน้าที่รัฐไป เขาไล่ออกจากบ้าน

มันเป็นปัญหาโลกแตก ถ้ามันเป็นปัญหาโลกแตกแล้ว แล้วเราพยายามรักษาชีวิตเรา รักษาตัวเราให้ถูกต้องชอบธรรม ทำให้มันสมดุลและพอดีกับสังคม แล้วถ้าเวลาจะประพฤติปฏิบัติ เราค่อยฝึกหัดของเรา ปฏิบัติไปตามข้อเท็จจริงของเรา 

ความสงบของใจของเราเข้ามาได้ แล้วฝึกหัดภาวนาของเรา นี้คือผลประโยชน์ของเรา คือสัจจะความจริงในชีวิตของเรา จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๙๖. เรื่อง “ดูจนดับ เหลือพุทโธ”

กราบนมัสการหลวงพ่อ ลูกมีคำถามคือ เวลามีทุกข์ทางใจ เราควรดูที่ความทุกข์นั้นจนดับไป หรือเข้าไปรู้ว่าทุกข์ แล้วถอยมาดูลมพุทโธเจ้าคะ กราบขอบพระคุณ

ตอบ : เวลามันทุกข์ใจๆ ถ้าเราพุทโธๆ ถ้ามีสติมีปัญญา ถ้าพุทโธจิตมันสงบได้ ความทุกข์ก็หายไป

ถ้ามีความทุกข์ใจๆ ทุกข์ใจแล้วถ้าเราจะไปดูทุกข์ไง เราจะไปดูทุกข์ เราจะไปแก้ปัญหา ถ้าแก้ปัญหา มันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ

แต่นี่เขาบอกว่า เวลาเขาทุกข์ใจของเขา เขาก็มาดูทุกข์ที่ใจจนมันดับ

ดูทุกข์ที่ใจๆ ก็กำหนดทุกข์ กำหนดทุกข์ก็ได้ แต่ถ้ามันดูพุทโธๆ ถ้ามันเป็นสมาธิได้ คำว่า สมาธิได้” มันปล่อยวางอารมณ์

ถ้ามันทุกข์ มันทุกข์เพราะอารมณ์ไง มันทุกข์เพราะอารมณ์ ทุกข์เพราะผลกระทบ ทุกข์เพราะกิเลสมันหลอกให้คิด ถ้ามันคิดพุทโธๆ ได้ มันพุทโธจนมันสงบลง นั่นมันก็คลายทุกข์ คลายทุกข์

เพราะสิ่งที่ทุกข์ เพราะเหมือนเราเสวย เราเสวยอะไรก็รู้รสชาตินั้น นี่เราเสวยกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันก็ทุกข์ของมันไง ถ้าเราพุทโธๆๆ ได้ มันก็หายทุกข์

แต่เขาว่า หรือว่ากำหนดเข้าไปดูทุกข์

ถ้าดูทุกข์ๆ มันเป็นคนละระดับกัน ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ นั่นน่ะ นั่นมันจะเข้าสู่อริยสัจ ไอ้นี่มันทุกข์เต็มหัวใจ ทุกข์ ทุกข์ ทุกข์

เวลาครูบาอาจารย์ท่านเป็นจริง ท่านบอกพวกนี้ไม่รู้จักทุกข์

หลวงตาพระมหาบัวท่านบอกว่า กิเลสมันอยู่ที่หัวใจนั้น มันขับถ่ายลงไปที่หัวใจนั้น แล้วกิเลสมันก็ไปนอนหลับแล้ว เราเพิ่งมารู้ว่าทุกข์ๆ ไง

คือว่า ทุกข์มันเกิดจากอารมณ์ ทุกข์มันเกิดจากความคิด ทุกข์มันเกิดจากความวิตกกังวล ทุกข์มันเกิดจากเพราะไม่มีเงิน ทุกข์มันเกิดจากรักเขาแล้วเขาไม่รักเรา ร้อยแปดเลย นี่คือเหตุของมัน คือเหตุผลของมัน แล้วตัวทุกข์ไม่เคยเห็น

ทุกข์ควรกำหนด สมุทัยควรละ

ไอ้ที่ผู้ปฏิบัติๆ ที่พิจารณากาย พิจารณาความรู้สึกนึกคิด มันเป็นปัญญาอบรมสมาธิทั้งนั้น เพราะมันเป็นความคิดดิบๆ มันเป็นความคิดจากสัญชาตญาณ

เพราะความคิดนี้มันปล่อยวางหมดมันถึงเป็นสัมมาสมาธิ แล้วถ้ามันไปเห็นนะ เห็นอาการ คือเห็นมันจะคิด เห็นตัวทุกข์ นั่นน่ะทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ ทุกข์มันจะมีเหตุมีผลของมัน

ความจริงทุกข์มันต้องมีต้นเหตุ แล้วเหตุมันคืออะไรล่ะ

ไอ้นี่มันทุกข์ขึ้นมาแล้วมันเป็นวิบาก คือผลของทุกข์ ผลเพราะมันทุกข์ มันทุกข์ มันทุกข์ แล้วเหตุที่มันทุกข์ล่ะ

ถ้าเหตุที่มันทุกข์ นี่ไง เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติ ถ้าจิตมันสงบแล้วมันจะไปเห็นเหตุแห่งทุกข์ไง ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ สิ่งที่ว่าทุกข์มันต้องมีเหตุมีผลของมัน

แต่พวกเรารู้จักทุกข์เพราะมันเป็นผลของทุกข์ มันทุกข์แล้วเราถึงว่าทุกข์ๆๆ แต่เหตุมันไม่รู้จัก แล้วเหตุมันเห็นไม่ได้ เห็นไม่เป็น

แล้วพอมันทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ เกิดอารมณ์ทุกข์ แล้วทุกข์มันดับ เออ! นึกว่ากิเลสมันขาด ไร้สาระ อันนี้อันหนึ่ง

ฉะนั้นบอกว่า เวลาที่ทุกข์ทางใจ ควรดูที่ทุกข์จนดับหรือเข้าไปรู้ทุกข์

อันนี้มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ไอ้นี่วิธีการปฏิบัติมันมีหลากหลาย แต่ผลของมัน ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ วิธีการดับทุกข์ อริยสัจ

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ เป็นสัจจะเป็นความจริง ดับทุกข์ด้วยมรรค ๘ แล้วดับอย่างไร อยู่ที่วาสนาของคน ใครมีวาสนามากน้อยขนาดไหนก็ฝึกหัดของตนให้ได้ผลตามความเป็นจริงของตน จบ

ถาม : ข้อ ๒๘๙๗. เรื่อง “สงสัยในการภาวนา”

กราบนมัสการหลวงพ่อ เนื่องจากผมได้ส่งคำถามมาก่อนหน้านี้ กระผมขอยกเลิกคำถามก่อนหน้านี้ครับ แล้วขอกราบหลวงพ่อช่วยตอบคำถามนี้แทนครับ

ในการภาวนา เมื่อเราพิจารณาแล้วเห็นว่า เหตุที่เราคิด พูด ทำ ผิดก็เนื่องจากเรานี้เองที่เป็นผู้เห็นผิด จึงทำให้เมื่อเราปรุงแต่งออกมาแล้ว ความคิดเหล่านี้จึงเจือไปด้วยความเห็นผิดจากเราไปด้วย และเมื่อเราพิจารณาดูก็เห็นว่า เราเองนี่แหละเป็นผู้เห็นผิด

อาการที่เกิดตามมาคือจิตของผมมันว่างครับ มันว่างไปหมด มันไม่มีอะไรไปจับต้องได้เลย ซึ่งความว่างนี้ไม่เหมือนความว่างที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตเราเป็นสมาธิครับ แต่มันเป็นความเห็นที่เห็นว่างในจิต ตอนนี้มันไม่มีอะไรไปจับต้องได้ต่างหาก

ดังนั้น กระผมจึงขอกราบเรียนหลวงพ่อดังนี้ครับ

ใจเมื่อภายในจิตของเรามันว่างและไม่มีอะไรเหลือให้จับเอามาพิจารณาแล้ว กระผมควรจะพิจารณาต่อหรือควรทำอย่างไรต่อ รบกวนหลวงพ่อช่วยแนะนำด้วยครับ

ตอบ : สิ่งที่การเห็นผิดๆ เพราะมันเห็นผิด เห็นผิดจากธรรม แต่ความเห็นๆ ความเห็นของเราเห็นถูกหมดล่ะ เห็นถูกโดยความชอบของตนเอง ถ้าตนเองชอบอะไร รักอะไร ก็จะเห็นอย่างนั้นน่ะ แล้วก็อยากให้เป็นสมบัติของเรา นี่ความเห็นของกิเลส มันเลยเห็นผิดจากธรรมไง

แต่ถ้าเมื่อไหร่เราเห็นถูกต้องชอบธรรม เห็นตามธรรม ถ้าธรรมมันเห็นมันจะเป็นแบบนี้ เห็นโดยธรรม เห็นตามสัจธรรม ไม่ใช่เห็นตามความชอบใจ

ถ้าเห็นตามความชอบใจ แต่เดิมเราเห็นตามความชอบใจ คนเกิดมามีจริตมีนิสัยมันชอบอะไร ถ้าชอบอะไรมันก็ชอบอย่างนั้นน่ะ บ้าห้าร้อยจำพวก มันเข้าชมรมที่มันบ้าๆ นั่นน่ะ มันชอบอะไรมันก็ไปเข้าชมรมนั้นน่ะ ชมรมบ้าห้าร้อยจำพวก มันก็ชอบของมัน ชอบของมันไง วันๆ หนึ่งเข้าไปชมรมนั้นน่ะ นั่งกันทั้งวันทั้งคืนอยู่ในชมรมนั้นน่ะ แล้วก็มีความสุขอยู่ในชมรมนั้นน่ะ มันก็เป็นตุ๊กแกอยู่ในชมรมนั้นน่ะ

แต่ถ้าเห็นชอบโดยธรรม ความคิดความเห็นต่างๆ เห็นไหม รูปอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหากเป็นกิเลส

สิ่งที่วิจิตร รูป รส กลิ่น เสียง สิ่งที่วิจิตรขนาดไหนมันก็วิจิตรของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ ตัณหาความทะยานอยากคือความชอบไง ความชอบ ความอยากได้ของเราต่างหากคือกิเลส

แล้วถ้าวันใดวันหนึ่งเราเห็นชอบธรรมไง เราเห็นชอบธรรม เพราะเราเห็นความชอบของเรามันไม่ถูกต้อง ความชอบเรามันไม่ถูกต้อง เพราะมันชอบมันก็รัก มันไม่ชอบมันก็เกลียด เห็นตามความชอบธรรมก็เห็นตามกิเลส

ถ้าเห็นถูกต้องชอบธรรม เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่ามันไม่มีอยู่จริง มันมีอยู่ชั่วคราวทั้งนั้น เหมือนพยับแดด เหมือนฟองน้ำ

ฟองน้ำมันเกิดขึ้นมาชั่วคราวๆ เท่านั้น พยับแดดมันก็เกิดขึ้นมาชั่วคราวๆ เท่านั้น แล้วเราต้องการให้พยับแดดอยู่อย่างนั้นตลอดไปมันเป็นไปไม่ได้

พยับแดดจะเกิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อความร้อน ความร้อนมันแผดเผาขึ้นมา มันจะสะสมความร้อนมา มันก็เป็นไอ เป็นพยับแดด ฟองน้ำ ฟองน้ำมันก็ต้องมีน้ำ มันต้องมีผลกระทบกับมัน มันถึงเป็นจุด เป็นต่อม เป็นฟองขึ้นมา นี่มันก็มีเหตุมีผลของมัน แต่เหตุผล เหตุผลตามธรรมชาติของมันไง แล้วเราชอบหรือไม่ชอบล่ะ

รูปอันวิจิตรไม่ใช่กิเลส ตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก

ฉะนั้น ถ้าตัณหาความทะยานอยากของคนต่างหาก เราเห็นชอบธรรมตรงนี้ไง เห็นความชอบของเรา เห็นตัณหาของเรา เห็นความคิดของเราไง อันนี้ต่างหากที่มันผิด แล้วถ้าเห็น พอมันผิด เราเห็นถูกต้องชอบธรรม มันก็ว่างไง

ถ้ามันว่างแล้ว ผมควรจะพิจารณาอย่างไรต่อไปครับ

เดี๋ยวมันก็ชอบอีก เดี๋ยวมันก็โผล่มาอีก เพราะมันชั่วคราวไง

ความเห็นอย่างนี้มันมีสติมีปัญญา มีสติปัญญาครอบคลุมทั้งหมดมันก็จบ แล้วเดี๋ยวสติเรามันก็เบาบางลง มันไม่มีอะไรคงที่ตายตัว

ฉะนั้น เราก็ต้องฝึกหัด ถ้ามันเห็นถูกต้องชอบธรรม มันก็ปล่อยมันก็วาง เดี๋ยวมันเผลอมันก็คิดอีก เดี๋ยวมันเผลอ มันก็กลับไปรักอีก แล้วถ้ามันไปรักเขา รักสองเท่าสามเท่าเลยล่ะ ไอ้ครั้งที่แล้วมันไม่รักเพราะมันเห็นชอบธรรม คราวนี้มันเผลอ รัก ต้องรักให้มากขึ้น มันเป็นสองเท่าสามเท่า เราถึงจะต้องฝึกหัดด้วยสติด้วยปัญญา

ที่มันจับต้องไม่ได้ มันพิจารณาไม่ได้ มันว่างหมดนั้น ก็โดยเหตุโดยผล ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ในการประพฤติปฏิบัติมันต้องมีเหตุมีผลก้าวเดินต่อไปทั้งสิ้น

ฉะนั้น เวลาเหตุและผลเข้มแข็ง มันถูกต้องชอบธรรม มันก็ว่าง นี่ไง แต่เมื่อว่างแล้ว ว่างแล้วเราก็อยู่กับความว่างนั้น แล้วถ้าไม่มีสิ่งใด กำหนดพุทโธก็ได้ แล้วเราฝึกหัดของเรา เดี๋ยวมันมา มันมาอีกแน่นอน เดี๋ยวมันโผล่มาแน่นอน ช้าหรือเร็วเท่านั้น

แต่ถ้าบอกว่ามันจะโผล่มาแน่นอน เราก็ตั้งสติอย่างดีเลย มันก็โผล่ช้าหน่อย เพราะอะไร เพราะสติครอบงำมันอยู่ เดี๋ยวเผลอมันมาแน่นอน เพราะของมี กิเลสมี ตัณหามี ของมีอยู่ มันสงบลงชั่วคราวด้วยกำลังของสติ ด้วยกำลังของปัญญาของเรา สติปัญญาของเรา ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก มันทำให้ผู้ปฏิบัติเห็นจริงไง

อ้าว! เมื่อกี้ยังชอบเขาอยู่เลย คราวนี้มันปล่อยวางได้อย่างไรล่ะ เฮ้ย! ไอ้เมื่อกี้ไปไหนน่ะ

เหตุทั้งนั้นน่ะ เหตุที่มันเท่าทันมันก็ปล่อย แล้วเหตุมันอ่อนแอลง เพราะของมันไม่คงที่ตายตัว พอมันเป็นอนิจจัง มันเบาบางลง เดี๋ยวมันโผล่มาอีกแล้ว

ถ้าเดี๋ยวมันโผล่มาอีกแล้ว จะทำอย่างไรต่อไป

ก็พุทโธของเรา พิจารณาของเรา แล้วเดี๋ยวถ้ามันมาก็จับ พิจารณาอย่างนี้อีก

แล้วถ้าพิจารณาอย่างนี้อีก การพิจารณาอย่างนี้ ทำไมคราวนี้มันพิจารณาอย่างนี้ได้

พิจารณาอย่างนี้ได้เพราะเราเคยฝึกหัด อย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด

อย่างหยาบๆ ก็ลูบๆ ทั่วไปข้างนอก ผลกระทบไง รูป รส กลิ่น เสียง ติฉินนินทามันของข้างนอกๆๆ แล้วพอเท่าทันจากรูป รส กลิ่น เสียง ติฉินนินทาจากภายนอก เดี๋ยวมันก็จะมาจากภายใน ภายในก็ความชอบของตน ความลุ่มหลงของตนไง

ภายนอกและภายใน แล้วภายนอก ภายใน มันก็เกิดจากจิตดวงนี้ทั้งสิ้น เกิดจากหัวใจดวงนี้ทั้งสิ้น แล้วก็ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไป

เพราะคำถามว่า กระผมควรพิจารณาอะไรหรือควรทำอย่างไรต่อไปครับ

สิ่งที่ทำมาๆ นี่ผลของการปฏิบัติ ถ้าปฏิบัติมา ถ้าจิตมันไม่เคยสงบเลย มันก็มีความรู้ความเห็นไปอย่างหนึ่ง พอจิตมันสงบแล้วมันเห็นตามความเป็นจริง มันก็มีความรู้ความเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง

แล้วถ้ามันไปจับกิเลสได้นะ สิ่งนี้เพราะมันพิจารณาจากภายนอกไง สิ่งที่ความรูปสวยภายนอก สิ่งยึดมั่นถือมั่นจากภายนอก แล้วจิตมันหลง มันไปยึดของมัน แล้วเดี๋ยวมันจะไปเห็นจากภายใน อ๋อ! มันเกิดจากใจเรานี้เอง มันเกิดจากใจเรานี้เอง

นี่ไง หลวงตาท่านพูดประจำ กิเลสในหัวใจของคนน่ากลัวที่สุด กิเลสในหัวใจของคนน่ากลัวที่สุด

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือกิเลสในใจของเรา ความเห็นผิด ความหลงผิดในใจนี้น่ากลัวที่สุดเลย มันเห็นผิด หลงผิดไปแล้วนะ แล้วมันก็ไปว่าคนอื่นหมดเลยนะ ไอ้นู่นว่ากู ไอ้นี่ว่ากู มันไปเอาคนอื่นมาอ้างว่าเป็นศัตรูหมดเลย แต่จริงๆ แล้วคือความหลงผิดในใจของเรานี่เอง

ฉะนั้น เวลาทำก็ฝึกหัดให้มันชำนาญขึ้น ฝึกหัดให้มันดีขึ้น แล้วฝึกหัดให้ดีขึ้น เดี๋ยวมันจะละเอียดขึ้น เดี๋ยวมันจะเห็นอย่างที่เราพูดนี่ ว่ามันเป็นที่เรานี้เอง

เวลาครูบาอาจารย์ท่านปฏิบัติไง ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้ ทำไมเราโง่ได้ขนาดนี้

เราโง่ได้ขนาดนี้เพราะเราไม่เท่าทันความคิดเรา เราโง่ได้ขนาดนี้เพราะเราไม่เท่าทันกิเลสเรา คนอื่นก็กิเลสของเขา ใช่ เขาก็โลภ โกรธ หลงเหมือนเรา ทุกคนโลภ โกรธ หลง เขาก็อยากได้ตามความปรารถนาของเขาทั้งนั้น

ไอ้เราก็โลภ โกรธ หลงเหมือนกัน ไอ้เราก็ปรารถนาของเราเหมือนกัน แต่ตอนนี้เรามีสติมีปัญญา เราฝึกหัดปฏิบัติ เราจะมาดับความโลภ โกรธ หลงในใจของเรา

ถ้าเราปฏิบัติความโลภ โกรธ หลงในใจของเรา เห็นไหม การชนะคนอื่นหมื่นแสนมีเวรมีกรรมทั้งสิ้น การชนะใจของตนต่างหาก การชนะใจของตนต่างหากเป็นสิ่งที่ประเสริฐ เป็นสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนา

“ปฏิบัติบูชาเราเถิด ปฏิบัติบูชาเราเถิด”

การประพฤติปฏิบัตินั้นมันจะเป็นผลของการปฏิบัติหัวใจของตนให้เห็นจริงตามใจของตน แล้วใจของตนจะเป็นผู้หลุดพ้นเอง เอวัง